Skip to main content

นโยบายส่วนบุคคล

Privacy Policy

บริษัท อมอร์แปซิฟิค จำกัด (ต่อไปนี้จะเรียกว่า ‘บริษัท’) ให้ความสำคัญต่อข้อมูลส่วนบุคคลของ ผู้ใช้บริการสมัครงานทางออนไลน์ที่บริษัทจัดเตรียมไว้ (ต่อไปนี้จะเรียกว่า ‘ผู้สมัครงาน’) และบริษัทให้ ความพยายามสุดความสามารถ เพื่อรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน

บริษัทปฏิบัติตามกฎระเบียบของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลทุกอย่าง เช่น 『กฎหมาย รักษาข้อมูลส่วนคัว』 และ 『กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการใช้เครือข่ายสารสนเทศ ฯลฯ』 ตลอดจน กำหนดและปฏิบัติตามแนวทางดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอีกต่างหากด้วย นอกจากนี้ บริษัทเปิดเผย แนวทางดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลไว้ที่หน้าแรกของเว็บไซต์ของบริษัท (http://www.apgroup.com, “ต่อไปนี้จะเรียกว่าเว็บไซต์ของบริษัท”) ผู้สมัครงานสามารถเปิดดูได้อย่างง่ายเสมอ

มาตรา 1 (การยินยอมให้เก็บข้อมูลส่วนบุคคลและวิธีการเก็บ)

① บริษัทเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานจากเว็บไซต์ของบริษัท

② ผู้สมัครงานอ่านเข้าใจข้อความเกี่ยวกับนโยบายการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทแล้ว สามารถเลือกปฏิบัติได้ว่ายิมยอมให้บริษัทเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานได้หรือไม่ โดยใช้วิธีการ กดปุ่ม [ยินยอม] หากผู้สมัครงานกดปุ่ม [ยินยอม] ถือว่ายินยอมให้เก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 2 (รายการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูล)

① บริษัทเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็น เพื่อรับสมัครงานจากผู้สมัครงานและดำเนินการคัดเลือก

② หากไม่มีการยินยอมของผู้ใช้อย่างชัดเจนต่างหาก บริษัทไม่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจมีอิทธิพลต่อ เช่น ความเห็น/ความเชื่อถือที่มีความเป็นไปได้ที่จะละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน, สมัครและถอนจาก สหภาพแรงงาน/พรรคการเมือง, ความคิดเห็นทางการเมือง, สุขภาพ, การร่วมเพศ, ข้อมูลทางกรรมพันธุ์ และประวัติอาชญากรรม เป็นต้น

③ รายการข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บจากผู้สมัครงานและวัตถุประสงค์การเก็บข้อมูล ดังต่อไปนี้

รายการบังคับ

รายการเก็บ วัตถุประสงค์เก็บ*ใช้ ระยะเวลาใช้*เก็บไว้
ชื่อ วันเดือนปีเกิด เพศ ใช้ในการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ดำเนินกระบวนการว่าจ้าง รับรองอายุ และป้องกันการสมัคร อย่างไม่ถูกต้อง เป็นเวลา 5 ปี นับจากวันที่สมัครงาน
ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หมายเลขโทรศัพท์ที่มีสาย และที่อยู่อีเมล เปิดช่องทางการสื่อสาร เพื่อจัดการข้อร้องเรียน เช่น ปิดประกาศ/ยืนยันความคิดเห็นของตน/ จัดการ ความไม่พอใจ เป็นต้น (มีจุดมุ่งหมายป้องกันการสมัครอย่างไม่ถูกต้อง)
โรงเรียนที่สำเร็จการศึกษา วิชาเอก การสำเร็จการศึกษา ระยะเวลาเข้าเรียน ที่อยู่โรงเรียน การเป็นทหาร พิจารณาความเหมาะสมกับการทำงานของผู้สมัครงาน (มีจุดมุ่งหมายป้องกันการสมัครอย่างไม่ถูกต้อง)

รายการเลือก

รายการเก็บ วัตถุประสงค์เก็บ*ใช้ ระยะเวลาใช้*เก็บไว้
รายการเรียรู้ภาษา รายการประกาศนียบัตร ประสบการณ์ทำงาน กิจกรรมอาสา ประสบการณ์ในต่างประเทศ รายการศึกษา กิจกรรมนอกหลักสูตร เป็นต้น พิจารณาความเหมาะสมกับการทำงานของผู้สมัครงาน (มีจุดมุ่งหมายป้องกันการสมัครอย่างไม่ถูกต้อง)

④ ผู้สมัครงานสามารถปฎิเสธไม่ให้บริษัทเก็บใช้ข้อมูลส่วนบุคคลได้ แต่หากปฏิเสธไม่ยินยอมรายการ เลือก ไม่สามารถใช้บริการนี้ได้

มาตรา 3 (การมอบหมายให้ดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคล)

① บริษัทสามารถมอบหมายให้บริษัทภายนอกดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานได้ เพื่อจัดให้ บริการที่ดีในการสมัครงานและจัดการข้อมูลทางคอมพิวเตอร์อย่างราบรื่น เป็นต้น

② เมื่อบริษัทมอบหมายให้ดูแลข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะควบคุมดูแลในการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของ ผู้สมัครงาน โดยทำสัญญาว่าด้วยการมอบหมาย เป็นต้น กำหนดให้ผู้ให้บริการปฏิบัติตามคำสั่งเกี่ยวกับ การรักษาข้อมูลส่วนบุคคล รักษาความลับเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ให้กับบุคคลที่ 3 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้สมัครงาน เป็นต้น

③ ผู้รับมอบหมายที่จะดูแลจัดการช้อมูลส่วนตัว และมีหน้าที่ ดังนี้

ผู้รับมอบหมายให้ดูแลจัดการ หน้าที่ในการดูแลจัดการ
บริษัท IBM KOREA จำกัด ควบคุมและประมวลผลข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ ตลอดจนจัดส่งอีเมล์
LGU+ จัดส่งข้อความ เช่น SMS และ MMS เป็นต้น
ดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานและดำเนินกระบวนการว่าจ้าง สำหรับผู้ที่สมัครงานบริษัท อมอร์แปซิฟิค จำกัด นิติบุคคลประเทศสิงคโปร์

มาตรา 4 (ระยะเวลาการเก็บ/ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ขั้นตอนการทำลาย และวิธีการทำลาย)

① บริษัทเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานในช่วงเวลาที่ผู้สมัครงานใช้บริการที่บริษัทจัดให้และ เป็นเวลา 5 ปี นับจากวันที่สมัครงาน บริษัทใช้ข้อมูลโดยมีจุดมุ่งหมาย คือ เพื่อให้บริการ และป้องกันการ สมัครงานอย่างไม่ถูกต้อง เป็นต้น สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานที่ถูกลงทะเบียนไว้ ในคอมพิวเตอร์นั้น ไม่สามารถปริ๊นออกมาเป็นเอกสารได้ หากไม่เป็นเจ้าหน้าที่และผู้รับผิดชอบดูแลจัดการ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต

② เมื่อผู้สมัครงานขอลบข้อมูลส่วนบุคคลของตน บริษัทจะจัดการให้เสร็จโดยไม่ล่าช้า สำหรับข้อมูลที่ ถูกลบนั้น จะถูกลบจากดิสก์โดยสิ้นเชิงด้วยวิธีที่ไม่สามารถเรียกดูหรือคืนกลับสภาพเดิมได้ ซึ่งกลายเป็น สภาพที่ไม่สามารถใช้หรือเปิดดูได้อีกต่อไป

③ เมื่อมีความสำเร็จตามวัตถุประสงค์การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล และ/หรือวัตถุประสงค์การรับข้อมูล ส่วนบุคคล บริษัทจะทำลายข้อมูลจากดิสก์ตามขั้นตอนการทำลายข้อมูลของบริษัท หากมีเอกสารที่ ปริ๊นออกมา จะทำลายด้วยเครื่องทำลายเอกสาร ซึ่งจะทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานโดยไม่ล่าช้า

④ แม้ว่ามีความสำเร็จตามวัตุประสงค์การเก็บรวบรวมหรือวัตถุประสงค์การรับข้อมูลส่วนบุคคลก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องเก็บรักษาตามระเบียบของกฎหมาย เช่น กฎหมมายรักษาข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายพาณีชย์ และกฎหมายภาษีแห่งชาติ เป็นต้น สามารถเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานได้ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

มาตรา 5 (การปฎิบัติการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลและหน่วยงานจัดการข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง)

① บริษัทได้จัดตั้งแผนกที่รับผิดชอบการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลและจัดการข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานและจัดการความไม่พอใจที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ได้แต่งตั้งผู้รับผิดชอบดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและเจ้าหน้าที่ดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจัดการความไม่พอใจและตอบต่อคำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานอย่างรวดเร็ว

[ผู้รับผิดชอบดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคล]

  • ชื่อ : นายคิม จอน อู ผู้จัดการทั่วไป
  • สังกัด : แผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาษาอังกฤษ
  • หมายเลขติดต่อ : 080-023-5454 (ฟรี) (จันทร์ – ศุกร์ : เวลา 09.00 น. – 18.00 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ)

[เจ้าหน้าที่ดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคล]

  • ชื่อ : นายโอ ซึง อิล หัวหน้าทีม
  • สังกัด : ทีมรักษาความปลอดภัยทางข้อมูล
  • หมายเลขติดต่อ : 080-023-5454 (ฟรี) (จันทร์ – ศุกร์ : เวลา 09.00 น. – 18.00 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ)
  • อีมเมล์ : privacy@amorepacific.com
  • โทรสาร : 02-709-6129

② หากผู้สมัครงานต้องการขอคำปรึกษาเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของตน สามารถสอบถามได้ที่ หน่วยงานดังต่อไปนี้

  • ศูนย์รับแจ้งการถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานรักษาความมั่งคงปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตแห่ง สาธารณรัฐเกาหลี (privacy.kisa.or.kr/ โทร 118 โดยไม่ต้องกดรหัสเขต)
  • กองตรวจสอบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ สำนักงานอัยการสูงสุด (www.spo.go.kr/02-3480-3571)
  • สำนักงานไซเบอร์ กรมตำรวจ (www.ctrc.go.kr/ โทร 182 โดยไม่ต้องกดรหัสเขต)

มาตรา 6 (การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลด้วยอุปกรณ์เก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติ)

① บริษัทสามารถใช้คุกกี้ที่เป็นอุปกรณ์บันทึกและค้นหาข้อมูลของท่านบ่อยๆ (cookie คือ อุปกรณ์เก็บ ข้อมูลส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติ เช่น ข้อมูลการเข้าอินเตอร์เน็ต เป็นต้น) คุกกี้เป็นข้อมูลขนาดเล็กที่เซอร์เวอร์ ของบริษัทส่งไปให้ในบราวเซอร์ของผู้สมัครงาน (เน็ตสเคป และอินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ เป็นต้น) จึงอาจถูกบันทึกไว้ในฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ของผู้สมัครงาน เมื่อผู้สมัครงานเปิดเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ คอมพิวเตอร์ของบริษัทจะอ่านข้อมูลของคุกกี้ที่อยู่ในบราวเซอร์ ของผู้สมัครงาน และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม จากคอมพิวเตอร์ของท่าน ท่านสามารถใช้บริการได้ โดยไม่ต้อง พิมพ์ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ชื่อสกุล เป็นต้น เมื่อท่านเข้าชมอีกครั้ง คุกกี้จะพิสูจน์เอกลักษณ์คอมพิวเตอร์ของผู้สมัครงาน แต่ไม่พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ของท่าน

② บริษัทใช้คุกกี้เพื่อสนับสนุนและปรับปรุงการให้บริการที่มีความจำเป็นในการบริหารเว็บไซต์ เช่น ตรวจสอบความถี่ในการใช้งานของสมาชิกและผู้ไม่ได้เป็นสมาชิก วิเคราะห์เวลาเข้าชม และจำนวนครั้ง การเข้าชมของผู้สมัครงาน เป็นต้น

③ ผู้สมัครงานมีสิทธิ์เลือกการตั้งคุกกี้ เพราะฉะนั้นผู้สมัครงานสามารถเลือกได้ว่ายอมรับคุกกี้ทั้งหมด ยอมรับบางส่วน หรือปฏิเสธทั้งหมด เป็นต้น โดยกำหนดออปชั่นในเว็บ บราวเซอร์

  1. 1. วิธีการตั้งค่าให้ยอมรับคุกกี้ (กรณีที่ใช้ Internet Explorer 6.0) คลิก [ตัวเลือกอินเทอร์เน็ต] บนเมนู [เครื่องมือ] และเลือก [แท็บความเป็นส่วนตัว] หลังจากนั้น กำหนดการตั้งค่าให้ยอมรับคุกกี้ใน [ระดับความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล]
  2. 2. วิธีการดูคุกกี้ (กรณีที่ใช้ Internet Explorer 6.0) คลิก [ตัวเลือกอินเทอร์เน็ต] บนเมนู [เครื่องมือ] และ เลือก [ตั้งค่า] ของอินเตอร์เน็ตไฟล์ชั่วคราวในแท็บทั่วไป (แท็บพื้นฐาน) หลังจากนั้น เลือก [เปิดไฟล์เพื่อดู]

มาตรา 7 (การเปิดดูและแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น)

① ผู้สมัครงานสามารถเปิดดูและแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานตนได้ ผู้สมัครงานสามารถเปิดดู และแก้ไขเองโดยผ่านการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล หรือติดต่อแผนกรักษาข้อมูลส่วนบุคคลทางโทรศัพท์ เอกสารและอีเมล์ (e-mail) จะจัดการให้โดยไม่ล่าช้า แต่หลังจากปิดรับสมัครแล้ว ไม่สามารถแก้ไขข้อมูล ส่วนบุคคลได้ จนสิ้นสุดการว่าจ้าง

② กรณีที่ผู้สมัครงานเรียกร้องให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลที่ผิด บริษัทจะไม่เสนอหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ เกี่ยวข้อง จนสิ้นสุดการแก้ไขเรียบร้อย นอกจากนี้ กรณีที่จัดส่งข้อมูลส่วนบุคคลที่ผิดไปเรียบร้อยแล้ว จะจัดการให้มีการแก้ไข โดยแจ้งผลการแก้ไขให้บุคคลที่ 3 ทราบโดยไม่ล่าช้า

③ กรณีดังต่อไปนี้ อาจมีการข้อจำกัดในการเปิดดูและแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล

  1. 1. กรณีที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการละเมิดสิทธิประโยชน์ของบุคคลที่ 3 อย่างเห็นได้ชัด
  2. 2. กรณีที่อาจเกิดข้อกีดขวางในการทำงานของผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องอย่างเห็นได้ชัด
  3. 3. กรณีฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นต้น

มาตรา 8 (การเพิกถอนความยินยอมการเก็บใช้ข้อมูลส่วนบุคคล)

① ผู้สมัครงานสามารถบอกเลิกข้อความที่ได้ยินยอมให้เก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการกรอก ใบสมัครงาน เพื่อบอกเลิกความยินยอม ผู้สมัครงานต้องผ่านการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและคลิกปุ่มลบ ใบสมัครงานเอง หรือติดต่อผู้รับผิดชอบดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลทางโทรศัพท์ เอกสาร หรืออีเมล์ (e-mail) จะทำลายข้อมูลส่วนตัวของผู้สมัครงานให้โดยไม่ล่าช้า แต่ก่อนที่จะสิ้นสุดการดำเนินกระบวนการ ว่าจ้าง ไม่สามารถลบใบสมัครงานได้

② บริษัทจะจัดการส่วนที่มีความจำเป็น เพื่อจะให้มีความสะดวกกับวิธีการบอกเลิกความยินยอมให้เก็บ ข้อมูลส่วนบุคคลมากกว่าวิธีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล

มาตรา 9 (มาตรการทางการปฏิบัติงาน เทคนิค และฟิสิกส์ เพื่อรักษาข้อมูลส่วนบุคคล)

① บริษัทวางแผนการควบคุมภายในและดำเนินการฝึกอบรม เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีความ ปลอดภัย

② ในการดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน บริษัทวางมาตรการทางเทคนิค เพื่อให้มีความ ปลอดภัย ไม่ให้มีการสูญเสียหาย การขโมย การรั่วไหล หรือมีการเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคล

③ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานได้รับการดูแล โดยใช้เครือข่ายภายใน ซึ่งเครือข่ายภายนอกไม่สามารถ เข้าถึงหรือบุกรุกได้ นอกจากนี้ สำหรับข้อมูลที่สำคัญจะได้รับการคุ้มครองจากเทคนิคการรักษาความ ปลอดภัยต่างหาก โดยทำการเปลี่ยนข้อมูลและไฟล์ให้เป็นรหัส หรือใช้ฟังชั่นล็อกไฟล์ (lock)

④ เพื่อป้องกันการบุกรุกจากภายนอก เช่น แฮกกิ้ง เป็นต้น บริษัทให้ความพยายามในการรักษาความ ปลอดภัยของเน็ตเวิร์คภายในอย่างสุดความสามารถ โดยใช้ ไฟร์วอลล์และระบบตรวจจับการบุกรุก ในแต่ละเซอร์เวอร์ นอกจากนี้ ติดตั้งระบบควบคุมการเข้า-ออก เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย

⑤ เพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทติดตั้งโปรแกรมวัคซีนในระบบจัดการข้อมูลส่วนบุคคล และในเครื่องมือสารสนเทศที่ผู้ดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลใช้ในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล จัดให้มี การตรวจสอบและจัดการกับการบุกรุกของโปรแกรมที่มุ่งประสงค์ร้าย เช่น คอมพิวเตอร์ไวรัส และ สปายแวร์ เป็นต้น

⑥ บริษัทจำกัดจำนวนผู้มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงานอย่างน้อยที่สุด และจัดเตรียม กระบวนการภายในที่จำเป็นต้องใช้ในการเข้าถึงและดูแลข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อรักษาความปลอดภัยข้อมูล ส่วนบุคคล นอกจากนี้ ติดตั้งอุปกรณ์ล็อก·ควบคุมการเข้า-ออก และสั่งให้พนักงานในสังกัดรับทราบและ ปฏิบัติตามนี้

⑦ ผู้ที่ดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลส่งและรับมอบงานภายใต้สถานภาพที่มีการรักษาความปลอดภัย อย่างเข้มงวด และกำหนดให้มีความรับผิดชอบต่อคดีเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลอย่างชัดเจน ไม่ว่าทำงานอยู่ หรือหลังออกจากงานก็ตาม

⑧ ผู้สมัครงานต้องรักษาไว้ข้อมูลที่ชัดเจน โดยตนต้องตรวจสอบและดูแลข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ส่งไป ให้บริษัท หากใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของคนอื่นโดยไม่มีอำนาจ หรือละเมิดสิทธ์ของคนอื่นในการใช้ อินเตอร์เน็ตไซต์ อาจมีการลงโทษของบริษัท หรืออาจต้องรับผิดชอบตามกฎหมายแพ่ง•อาญา

⑨ บริษัทไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับปัญหาที่มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ไอดี (ID) รหัสผ่าน (P/W) เลขประจำตัวบัตรประชาขน เป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นจากความประมาทของผู้สมัครงานตนเอง หรือปัญหาทางอินเตอร์เน็ต เพราะฉะนั้น เพื่อรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ผู้สมัครงานแต่ละท่านต้องดูแลไอดี (ID) และรหัสผ่าน (P/W) ของตนตามความเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วย แต่หาก มีการสูญเสีย การรั่วไหล การปลอมแปลง และการเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน ซึ่งเกิดขึ้น จากความผิดของเจ้าหน้าที่ภายในของบริษัท หรืออุบัติเหตุจากการทำงานทางเทคนิค บริษัทจะแจ้งเรื่องนี้ ให้ผู้สมัครงานทราบโดยทันที นอกจากนี้จะใช้มาตราการที่เหมาะสมและชดเชยให้ด้วย

มาตรา 10 (การรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเด็ก)

บริษัทไม่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปีบริบูรณ์ เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ของเด็กเป็นพิเศษ

มาตรา 11 (หน้าที่การแจ้งให้ทราบ เมื่อมีการเปลี่ยนนโยบายการรักษา)

แนวทางดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของเว็บไซต์ของบริษัท อาจมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาตามกฎหมาย • นโยบายและแนวทางบริหารจัดการภายในของบริษัท หรือข้อเปลี่ยนแปลงของเทคนิคการรักษาความ ปลอดภัย ในกรณีนี้จะประกาศเนื้อหาและสาเหตุการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น ในหน้าแรกของเว็บไซต์ของ บริษัท อย่างน้อย 7 วันก่อนที่จะปฏิบัติตามแนวทางดูแลจัดการข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้มีการเปลี่ยนแปลง (กรณีที่เปลี่ยเนื้อหาทำให้ผู้ใช้งานเสียเปรียบ จะแจ้งตั้งแต่ 30 วันก่อน)

<ระเบียบเพิ่มเติม>2012.03.19

  • มาตรา 1 (วันเริ่มผลบังคับ) ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2012

<ระเบียบเพิ่มเติม>2015.03.23

  • มาตรา 1 (วันเริ่มผลบังคับ) ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2015